กระทุ้ง “สุริยะ” จับตารถไฟ.. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม จริงหรือ ?

0
8

จากกรณี นายวีริศ อัมระปาล  ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีผู้ว่าฯ รถไฟ ต้องตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่ารถไฟ และคณะทำงานหลายต่อหลายชุด อาทิ คณะทำงาน ศึกษาโครงการร่วมลงทุนกับเอกชน คณะทำงานศึกษาและกลั่นกรองโครงการ คณะที่ปรึกษากฎหมาย ฯลฯ

ล่าสุด ยังผลักดันการนำเอาระบบ E-bidding มา ใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างทุกๆ โครงการต่างๆ ในการรถไฟฯ เป็นการสังคายนา รูปแบบจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ให้กับหน่วยงานนี้

แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสังเกตว่า การนำเอาระบบ E-bidding มาใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างในทุกโครงการ อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะงานบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะทางจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะทาง บางโครงการหรือบางงานมีผู้ผลิตเฉพาะทางผู้ผลิตเฉพาะด้าน การประมูลจัดซื้อด้วยระบบ E-bidding อาจไม่เหมาะสม แต่ก็ดูจะไม่สามารถทัดทานจุดยืน ความเห็นของผู้ว่ารถไฟฯ คนนี้ได้แค่ไหน หรือวิธีการที่กรมบัญชีกลางเป็นผู้คิดและกำหนดให้สามารถจัดซื้อด้วยวิธีเจาะจงหรือวิธีคัดเลือกได้นั้นแปลว่า แสดงถึงความไม่โปร่งใสในสายตาของท่านผู้ว่ารถไฟฯใช่หรือไม่ แล้วภาครัฐจะมีการกำหนดวิธีการประกวดราคาเช่นนี้ไปเพื่ออะไร

ยิ่งในอนาคตอันใกล้นี้ การรถไฟฯ มีแผนจะประมูลจัดซื้อหัวรถจักรไฟฟ้าไฮบริด 113 คัน วงเงิน 23,000 ล้าน ที่บอร์ดรถไฟฯ เพิ่งจะเคาะโต๊ะไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น จะยังคงดำเนินไปภายใต้รูปแบบ E-bidding นี้ต่อไปจริงๆ หรือ

หลายฝ่ายเป็นกังวล ภายใต้ระบบ E-bidding ที่ยึดเอาราคาต่ำสุดเป็นเกณฑ์นั้น มันจะเข้าตำรา “ของถูก ของดี ไม่มีในโลก”

สิ่งที่ได้มาจะกลายเป็นหัวรถจักรดีเซลจากจีน อย่างที่การรถไฟฯ จัดซื้อเข้ามาทำขบวนก่อนหน้าในราคาต่ำเตี้ยติดดิน ในอดีตจัดซื้อหัวรถจักร 20 คัน 2,000 ล้าน ตกคันละ 100 ล้านบาทนั้น และมาซื้อรอบหลัง 50 คัน 6,200 ล้านบาท

คุณภาพที่ได้เป็นอย่างไร ทุกฝ่ายรู้กันอยู่ นัยว่าทุกวันนี้มีหัวรถจักรจีนจอดตายเกือบยกฝูงมานานมากแล้ว รอการซ่อมบำรุง รอถอดอะไหล่สลับสับเปลี่ยนกันเป็นแถวๆ แต่ท่านผู้ว่าฯ จะปล่อยให้รถจอดตาย จนกระทบการบริการประชาชนไปแบบนี้ ไหนบริการรถไฟ ที่คุยนักโอหนาว่า ปรับปรุงสู่ยุคใหม่ทันสมัยแล้วนะ ยังคงอยู่ในสภาพ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” ซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่

หากประมูลจัดซื้อหัวรถจักไฮบริดรอบใหม่จำนวน 113 คัน วงเงิน 23,000 ล้าน ที่บอร์ดรถไฟฯ เพิ่งเคาะโต๊ะไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะประมูลกันปลายปี 2568 นี้ ยังคงเจริญรอยตามหลักการ “E-bidding” ที่ผู้ว่ารถไฟฯ ยืนยันว่า มันต้องไปตามครรลองนี้ิ ก็ให้คาดเดาได้ไม่ยากว่า ผลจัดซื้อที่ได้มา คงไม่พ้นจะได้หัวรถจักรไฮบริด Made in China ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะระบบ อีบิดดิ้งแน่นอนว่าผู้ผลิตจะพยายามลดต้นทุนการผลิตให้ได้มาซึ่งของงานโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก สุดท้ายแล้วได้ความโปร่งใสแต่ไร้คุณภาพ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอนาคตท่านผู้ว่ายอมยืดอกการันตรีเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบายนี้

เพราะผู้ผลิตหัวรถจักร จากญี่ปุ่นยุโรป เยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออเมริกา คงไม่สามารถลงไปห้ำหั่นราคาลงมาแข่งกับสินค้า Made in China ได้อย่างแน่นอน

ก็คงต้องเตือน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หน่วยงานต้นสังกัด รวมไปถึงผู้ว่ารถไฟฯ เอาไว้ตรงนี้แม้หลักการ E-bidding ที่กรมบัญชีกลางวางเอาไว้ จะเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นเหมาะสมกับการประมูลจัดซื้อสินค้าและพัสดุภัณฑ์เป็นการทั่วไป อย่างเก้าอี้ช้อนส้อม ถ้วยโถโอชา สินค้าพัสดุภัณฑ์เป็นการทั่วไป ที่ไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเท่าไหร่

แต่กับสินค้าหรือพัสดุบางประเภท ที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นการเฉพาะ และมีผู้ผลิตน้อยรายทั่วโลก เป็นสินค้าที่ต้องคำนึงถึงความ ปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานเป็นหลัก จะมายึดหลักการต้องได้ของดีราคาถูก คงไม่ได้ ผู้ผลิตยุโรป เยอรมัน ฝรั่งเศส พวกนี้ ไม่มีทางจะลงมาแข่งราคาแบบสินค้าแบกะดินจากจีนได้แน่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคัดเลือก คือ เลือกของดี ราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่า วิธีคัดเลือกหรือเจาะจงจะไม่สามารถทำให้กระบวนการเกิดความโปร่งใสได้ ก็ขึ้นอยู่กับงานแต่ละประเภทที่เหมาะสมในการดำเนินการแบบไหนมากกว่ากัน บางงานก็เหมาะสมกับการทำแบบอีบิดดิ้ง บางงานที่ก็สมควรใช้วิธีคัดเลือกหรือเจาะจง หรือบางงานมีเพียงยี่ห้อเดียว สิ่งเดียวที่จะต้องซื้อจะไปใช้อีบิดดิ้งเพื่อสร้างละครแหกตาชาวบ้าน เหตุเพื่อสร้างความโปร่งใสให้ตนเองและหน่วยงาน แต่ความเสียหายที่จะตามมานั้นมีมากมาย ดังนั้นก็สมควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป แล้วแต่ลักษณะงานจะดีที่สุด

ส่วนการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะทำงานกลั่นกรองชุดต่างๆ ที่ผู้ว่ารถไฟฯ ว่า เป็นการปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการสมัยใหม่ จะทำอะไรต้องรอบคอบคิดหน้าคิดหลังเป็นร้อยตลบ เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้อะไรนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่กับรถไฟใช้ได้แน่หรือ ลำพังเอาแค่ให้ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างงานที่คั่งค้างอยู่ในมือ รถไฟก็ไม่สามารถจะบริหารจัดการอะไรให้ประสบผลสำเร็จเป็นชิ้นอันได้ และที่ว่าเรื่องงานล่าช้าเพราะไม่เรียบร้อยเลยส่งกลับไปแก้ไขให้เรียบร้อยอันนั้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่มีในการรถไฟฯ แต่หลายเรื่องก็หายเข้ากลีบเมฆ

ก็ดูอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่การรถไฟฯ โม่แป้งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ผ่านมาวันนี้กว่า 5-6 ปีเข้าไปแล้ว คืบหน้าไปถึงไหน ?

ทั้งๆ ที่การรถไฟฯ โม่แป้งเองกับมือแท้ๆ ไม่ต้องไปขออนุญาตใคร แต่กลับไม่มีปัญญาจะบริหารจัดการโครงการให้มันคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมได้

เห็นแล้วก็ให้นึกไปถึงโครงการระบบทางรถไฟและถนนยกระดับโฮปเวลล์ ที่การรถไฟฯ สั่งยกเลิกโครงการไปก่อนหน้านี้ ด้วยข้ออ้างเอกชนผู้รับสัมปทาน คือ บริษัทโฮปเวลล์ ก่อสร้างโครงการได้อย่างล่าช้า ไม่มีความจริงใจที่จะดำเนินการ เพราะผ่านมา 5-6 ปี กับมีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการไปเพียง 15-20% เท่านั้น จึงต้องยกเลิกโครงการไป แต่พอตัวเองปัดฝุ่นเอาโครงการนี้กลับมาดำเนินการเองบ้าง ก็กลับไม่สามารถจะโม่แป้งดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้

หากจะต้องส่งทุกโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นโครงการใหญ่ๆ ไปให้คณะทำงานตรวจสอบชุดต่างๆ กลั่นกรองและตรวจสอบโครงการก่อนทุกกระเบียดนิ้ว

ก็ไม่รู้ว่าชาตินี้รถไฟความเร็วสูงไทยจีน ทั้งเฟสแรกและเฟส 2 ที่จะต้องดำเนินการอีกกว่า 354 กม. เพื่อจะไปเชื่อมกับรถไฟ ลาว-จีน ที่ก่อสร้างมาพร้อมกับไทย แต่กลับปาดหน้าเปิดให้บริการไปตั้งแต่ 2564 แล้วนั้น

ก็ไม่รู้โครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีนสายประวัติศาสตร์นี้ จะสำเร็จทันฉลอง 300 ปี ความสัมพันธ์ไทยจีนหรือไม่?

หมายเหตุ: อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

– เว็บไซต์ logisticstime

รถไฟจะติดเทอร์โบไหวหรือ?